Date : 
May 8, 2025

Fingerboard Woods ไม้ฟิงเกอร์บอร์ด

ไม้ฟิงเกอร์บอร์ด Fingerboard woods

ไม้ที่ใช้ทำ Fingerboard ก็มีผลต่อรูปลักษณ์ ความรู้สึก และเสียงของกีตาร์ แน่นอนว่ามีไม้ให้เลือกหลายประเภท ซึ่งไม้ที่ใช้ทำ Fingerboard ส่วนใหญ่แล้วมี 3 ประเภท ได้แก่ ไม้ Rosewood  ไม้ Maple และไม้ Ebony มาดูกันว่าไม้แต่ละประเภท เป็นอย่างไร เป็นเกร็ดความรู้ไว้ติดตัวจะเลือกใช้ได้ถูก

Rosewood

ไม้ Rosewood เป็นไม้ที่นิยมใช้ทำ Fingerboard มากที่สุด เนื่องจากเนื้อไม้มีรูพรุน มีความโปร่งในตัวเนื้อไม้ ซึ่งในแต่ละ species จะมีลักษณะรูพรุน และความโปร่งในเนื้อไม้ รวมถึงน้ำมันในเนื้อไม้ที่ต่างกัน 

Rosewood ให้ความรู้สึกเรียบเนียน หน้าสัมผัสของเนื้อไม้มีความแข็ง ซึ่งเหมาะกับการรองรับการสั่นสะเทือน (ถ้าไม้เนื้อนิ่ม การสั่นสะเทือนจะถูกกลืนไป) เวลาเคาะเสียง Rosewood จะมีความกังวาล ให้ย่านเสียงที่ค่อนข้างครบ ดังนั้นถ้าเอามาทำ Fingerboard เสียงที่ได้จะมีความเป็น Acoustic ที่ดี จึงจะได้กีตาร์ที่มีโทนเสียงอบอุ่น การที่ Rosewood มีความหนาแน่นของเนื้อไม้ปานกลาง คือมีความโปร่ง แต่แข็ง เสียงจะมีการถ่ายทอดที่ดี จุดที่สำคัญคือน้ำมันในเนื้อไม้ ถ้ามีมากเสียงจะทึบ และอู้ 

ไม้ Rosewood ให้ความนุ่มนวลเมื่อมีการสัมผัสบนฟิงเกอร์บอร์ด ในบรรดาไม้ Rosewood ที่นิยมใช้มาทำ Fingerboard มีหลายพันธุ์ดังนี้  

Rosewood

Indian Rosewood 

เป็นไม้ที่ผู้ผลิตกีตาร์ใช้กันมากที่สุด ไม้ Indian Rosewood มีสีน้ำตาลเข้มเข้มข้นอมม่วง และมีลายไม้ที่สม่ำเสมอ สามารถหาซื้อได้ง่ายและมีราคาค่อนไม่แพง จึงเป็นที่นิยม รวมไปถึงเสียงของไม้ Indian Rosewood ให้เสียงที่นุ่มนวนไม่แข็งเกินไป โทนเสียงดีมาก 

Brazilian Rosewood 

Brazilinan Rosewood มีสีนำ้ตาลอมม่วง บางโซนของเนื้อไม้เข้มมากเกือบดำ เป็นไม้หาได้ยากและแพง เป็นไม้โตช้า น้ำหนักเบากว่า Indian Rosewood  เนื้อไม้มีหน้าสัมผัสที่แข็ง เปราะ เวลาเคาะมีความกังวาล เสียงเหมือนแก้ว ตอบสนองย่าย High Pitch ที่ดีมาก มีน้ำมันในเนื้อไม้น้อยกว่า Indian Rosewood  จุดเด่นที่สำคัญคือมีรูพรุนในเนื้อไม้ค่อนข้างมาก ทำให้มีความก้องกังวาลในเนื้อไม้สูง นิยมทำกีตาร์แทบจะทุกส่วน เสียงดีที่สุดใน Rosewood   

Madagascar Rosewood

มีเนื้อไม้แน่น เนื้อไม้แข็ง และมีรูพรุนน้อยกว่า Indian Rosewood น้ำมันในไม้มากกว่า Indian Roswood นิดหน่อย เวลาที่เอามาทำ Fingerboard จะเสียงเกือบเหมือน Indian Rosewood ที่ถ้าสังเกตดีๆ การ Response เสียงไม่เท่า Indian Rosewood มีความทึบกว่า 

สีของ Madagascar Rosewood ออกน้ำตาล มีความอัมพันกว่า ตอนนี้ถูกเอามาใช้มากขึ้นใน Acoustic Guitar 

Hoduran Rosewood

เนื้อไม้มีความเข้มน้อย มีรูพรุนในไม้สูง น้ำหนักเบา น้ำมันในไม้น้อย  ให้เสียงที่โปร่ง อุ่น และคมใส เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่ก็หายากกว่าไม้ Indian Rosewood ที่ถูกทำในรูปแบบอุตสาหกรรม

Maple

ไม้ Maple มีสีอ่อนและมีลายไม้ที่แน่นมาก มีเสถียรภาพสูงและสะท้อนแสงได้ดี หน้าสัมผัสไม้มีความนิ่มกว่า Rosewood  ไม้ Maple มีน้ำมันในเนื้อไม้น้อยและสีขาวเหลือง จึงต้องการการเคลือบ เพื่อไม่ให้สกปรกเวลาเล่น รวมไปถึง การแห้งตัวของไม้จะเกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งส่งผลต่อการบิดตัว โดยส่วนใหญ่ไม้ Maple จะเคลือบแบบซาติน บางครั้งคุณอาจจะเจอการเคลือบแบบน้ำมัน Tru Oil ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกีตาร์ราคาสูง

ไม้ Maple เป็นไม้ที่หาได้ง่าย และเติบโตเร็ว ในปัจจุบันมีการเร่งปฎิกิริยา เพื่อทำให้ไม้เมเปิ้ลเป็นไม้มีความเสถียรมากขึ้น โดยการนำไม้ไปอบด้วยความร้อน (Torrefied) เพื่อให้น้ำมันในไม้ และความชื้นระเหยออก เนื้อไม้จะมีอัดแน่นมากขึ้น จนแข็ง แต่ละผู้ผลิตจะมีสูตรในการอบที่แตกต่างกัน  การทำแบบนี้ เสียงไม้จะมีความใสมากกว่าเดิม ความอุ่นของเสียงจะหายไป เพราะมีความแข็งเพิ่มขึ้น แต่ความเหนียวของเนื้อไม้จะลดลง 

Maple มีเนื้อไม้ที่นิ่ม แต่แน่น เพราะรูพรุนในเนื้อไม้น้อยกว่า Rosewood ความโปร่งในเนื้อไม้น้อยกว่า ความกังวาลน้อยกว่า แต่การ Response เสียงจะเร็วกว่า Rosewood ดังนั้นในแง่ของเสียง Acoustic เวลาที่เราดีด เราจะได้ยินย่าน High Pitch ที่ดี ย่านเบสจะน้อยกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับเนื้อไม้ อายุของไม้ และการแห้งของไม้ ถ้าไม้ Maple ที่แห้งตามธรรมชาติ และเก่า จะให้เสียง Acoustic ที่ดี จะได้ย่านเบสที่ดี เสียงจะกลม อุ่น ไม่แห้ง เมื่อไม้แห้งตามธรรมชาติ Sustain จะดี

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ ไม้ Maple มีอยู่ 2 ชนิด คือ 

maple
  • Hard Maple คือไม้เมปิ้ลแบบแข็ง เนื้อไม้จะมีความแข็งแรง สีจะออกเหลือง ใช้ทำคอ Fingerboard มี Gain ไม้ถี่  ลักษณะที่พบเจอได้คือ มีลาย Frame Maple แต่ลายแฟรมจะเป็นคมกว่า ลายแคบกว่า  สามารถเจอ Bird eye maple ได้ ซึ่งหายากกว่า และมีความแข็งของตัวเนื้อไม้กว่า
  • Soft Maple เนื้อไม้นิ่ม สีจะมีติดชมพู  Gain ไม้ห่างกว่า มองด้วยสายตาจะแตกต่างจาก Hard Maple อย่างเห็นได้ชัด ไม้ Soft Maple ไม่ควรนำไปทำคอ เพราะคอจะแกว่ง แต่สมัยนี้เอาไปทำกันเยอะ เพระสวย แล้วก็เอาไปเผา ให้ไม้แข็งขึ้น ลดการแกว่งของคอ รวมไปถึงใช้ Carbon Fiber Rod ที่คออีกด้วย

    Soft Maple มึความสวยงาม และส่วนใหญ่มีลาย ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น  flamed maple, curly maple, ripple maple, fiddleback และ tiger stripe โดยทั่วไปแล้วไม้ Soft Maple จะถูกนำไปใช้ในเครื่องดนตรีหลายๆส่วน ดังนี้
    • Maple Top บน Bodyกีตาร์ เพื่อความสวยงาม และด้วยเหตุผลที่ตัวเนื้อไม้นิ่มจึงเอาไปชดเชยการ Respone ของไม้ชนิดอื่นที่เอามาทำบอดี้ เช่น Mahogany 
    • Back & Side ของกีตาร์ Archtop เพื่อความสวยงาม และการ Response ของเสียงที่ถูกต้อง
    • Back & Side ของ Classical Guitar ซึ่งต้องการย่านเสียงคม ชดเชยเสียงของสายที่อุ่น

ไม้ Maple ที่เอามาทำ Fingerboard จะมีหลักๆอยู่ 4แบบ 

  • Hard Maple 
  • Curly Maple Torrefied
  • Birdseye Maple
  • คอ Maple ชิ้นเดียว

Ebony

ไม้ Ebony เป็นไม้ที่มีความแข็งและความหนาแน่นของเนื้อไม้มาก แต่มีความเปราะ ไม้ Ebony มีสีดำสม่ำเสมอ น้ำมันในเนื้อไม้มีค่อนข้างสูง นิ้วมืออาจจะดำนิดๆเวลาเล่น  ไม้ Ebony มีสัมผัสที่นุ่มนวล สม่ำเสมอ และมีโทนเสียงที่คมชัด ใส เหมาะกับคอที่เป็น Mahogany ที่มีเสียงอุ่น แต่ถ้าเอาไป match กับคอ maple เสียงที่ไ้ด้จะแหลมเกินไป

Ebony

ไม้ Ebony ที่นิยมในปัจจุบันคือ Indian Ebony โดยที่ตัวนี้จะมีสีดำสนิท โดยจะต่างจาก African Ebony จะมีโทนน้ำตาลเข้ม ไม่ดำเท่า Indian Ebony

ไม้ประเภทอื่นๆ ที่ใช้ทำฟิงเกอร์บอร์ดได้ เช่น ไม้เวงเก้ ไม้เปาเฟอร์โร ไม้บูบิงกา ไม้ประดู่ และไม้โคโคโบโล ไม้เหล่านี้ค่อนข้างหายากและมีราคาแพง จึงใช้ได้เฉพาะกับเครื่องดนตรีระดับไฮเอนด์หรือเครื่องดนตรีที่สั่งทำพิเศษเท่านั้น การเลือกไม้สำหรับทำฟิงเกอร์บอร์ดเป็นหนึ่งในปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อเสียงโดยรวมและความรู้สึกของเครื่องดนตรี

Writer

Tar Tungsai
อยู่กับมันให้มากพอ เดี๋ยวคุณก็ทำได้เอง อะไรที่อยู่ใน Tungsai หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคุณ
linkedin facebook pinterest youtube rss twitter instagram facebook-blank rss-blank linkedin-blank pinterest youtube twitter instagram